วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Learning Log 5

หลักการแปลวรรณกรรม

การแปลวรรณกรรมช่วยให้คนที่อยู่ในแต่ละส่วนของโลกได้รับรู้เรื่องราว สภาพแวดล้อม ความคิด ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมของถิ่นอื่นๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะค่อยๆซึมซับจนเกิดเป็นความเข้าใจคนเชื้อชาตินั้นๆได้ อย่างไรก็ตาม วรรณกรรมชิ้นเอกของโลกจำนวนไม่น้อยเขียนด้วยภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษอันถือเป็นภาษาสากลของโลก ดังนั้น การเลือกวรรณกรรมเพื่อแปลเป็นภาษาไทยยังต้องสรรหาบุคคลที่รู้ภาษาต่างประเทศนั้นๆดีพอที่จะแปลหนังสืออันทรง คุณค่าทางวรรณกรรมได้ด้วย บางครั้งการหาผู้แปลจากภาษาที่หนึ่งเป็นเรื่องยากลำบาก จึงมักแก้ปัญหาโดยหาผู้แปลจากภาษาที่สองแทนซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ การตัดสินใจดังกล่าวแม้จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนผู้แปลได้ แต่อาจนำมาซึ่งปัญหาต่างๆตามมามากมาย เนื่องจากผู้แปลไม่อาจรู้ได้ว่าฉบับแปลภาษาอังกฤษนั้นเก็บใจความทุกอย่างและความรู้สึกทุกประการของตัวละครไว้ได้หรือไม่ อีกทั้งยังคงบริบททางวัฒนธรรมไว้ได้ครบถ้วนเพียงใด
                 วรรณกรรม (Literature) หมายถึง หนังสือที่แต่งขึ้นด้วยความคิดสร้างสรรค์ไม่ว่าจะใช้ร้อยแก้วหรือร้อยกรอง ตามปกติวรรณกรรมถูกจัดไว้ในงานประเภท บันเทิงคดี  ซึ่งงานบันเทิงคดีที่จะนำมากล่าวถึงนี้คือ งานแปล นวนิยาย เรื่องสั้น นิทาน นิยาย บทละคร การ์ตูน บทภาพยนตร์ บทเพลง เป็นวรรณกรรมที่ผู้อ่านมุ่งหวังที่จะได้รับความบันเทิงเพลิดเพลินเป็นส่วนใหญ่   การแปลวรรณกรรมนอกเหนือจากการแปลด้วยทฤษฎีการแปลแล้ว ยังประกอบด้วยเรื่องของภาษาวรรณคดี โลกทัศน์ของผู้แต่ง ความเป็นสากลข้ามมิติเวลา มิติถานที่และวัฒนธรรม ตลอดจนการสื่อสารระหว่างตัวบทวรรณกรรมกับผู้อ่าน ในการแปลวรรณกรรมนั้นผู้แปลจะต้องมีประสบการณ์ในการแปล มีทั้งตัวอย่างการแปลทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษตลอดจนตัวอย่างการตรวจแก้งานแปลของผู้เขียนเอง ซึ่งทุกส่วนล้วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการแปลวรรณกรรม ดังนั้นผู้แปลต้องศึกษาหลักการแปลวรรณกรรมให้ถ่องแท้เข้าใจชัดเจน จึงสามารถแปลงานอกมาได้อย่างสมบูรณ์มากที่สุด

    หลักการแปลนวนิยาย

                นวนิยายแปลเป็นหนังสือที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในทุกประเทศและทุกกาลสมัย ผู้แปลมีความสำคัญเกือบจะเท่าผู้แต่ง ในบางครั้งมีความสำคัญยิ่งกว่าผู้แต่ง เพราะผู้แปลจะต้องสื่อความหมายของงานแปลต้นฉบับออกมาให้ถูกต้องตามต้นฉบับ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ถ้อยคำ สำนวน หรือคำศัพท์เดียวกัน แต่สามารถค้นหาถ้อยคำสำนวนอื่นที่สละสลวยมาใช้ได้ แต่ความหมายและคุณค่าทางวรรณกรรมยังคงอยู่และสอดคล้องกับต้นฉบับได้เป็นอย่างดี
1.  การแปลชื่อเรื่องวรรณกรรม ชื่อของหนังสือหรือภาพยนตร์มีความสำคัญเป็นอันดับแรกซึ่งการแปลชื่อเรื่องมีความสำคัญเทียบเท่าใบหน้าของคนเราซึ่งจะต้องความพิถีพิถันในการแปล โดยทั่วไปมีหลักการอยู่ 4 แบบดังนี้
     1.1 ไม่แปล ใช้วิธีการถอดเสียงหรือถ่ายทอดตามตัวอักษร
     1.2 แปลตามตัว ถ้าชื่อมีความสมบูรณ์ครบถ้วนก็จะใช้วิธีการแปลตรงตัวโดนรักษาคำและความหมาย ไว้ด้วยภาษาที่ดีและกะทัดรัด
     1.3 แปลบางส่วนแปลงบางส่วน ใช้เมื่อชื่อในต้นฉบับห้วนเกินไปไม่ดึงดูดและสื่อความหมายไม่เพียงพอ
     1.4 ตั้งชื่อใหม่โดยการตีความชื่อเรื่องและเนื้อเรื่อง จะต้องวิเคราะห์เนื้อหาและเนื้อเรื่องจนจับประเด็นสำคัญและลักษณะเด่นของเรื่อง
                2.การแปลบทสนทนา ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากในการแปลวรรณกรรมเพราะมีภาษาหลายระดับที่เต็มไปด้วยคำสแลง คำสบถ คำย่อ คำตัด หากผู้แปลไม่คุ้นก็จะทำให้แปลได้ผิดพลาด
                3.การแปลบทบรรยาย เป็นข้อความที่เขียนเล่าเรื่องราวเหตุการณ์ซึ่งมักจะใช้ภาษาเขียนที่ขัดเกลาและแตกต่างกันหลายระดับก่อให้เกิดความยุ่งยากขึ้นอีกระดับ
                       ก. ภาษาในสังคม ภาษาในสังคมมีหลายระดับชั้น และการใช้ภาษามีการเปลี่ยนแปลงอย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะภาษาถิ่นที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการแปลทั้งเรื่องเสียง การใช้คำ ความหมายของคำ การเรียงคำ
                       ข. ภาษาวรรณคดี ภาษาระดับนี้ต้องคำนึงถึง ลีลาของการเขียน ที่เป็นลักษณะเฉพาะของผู้เขียน

ขั้นตอนในการแปลวรรณกรรม

                1.อ่านเรื่องราวให้เข้าใจโดยตลอด สามารถจับใจความสำคัญของเรื่องที่จะแปลได้ ย่อความเนื้อเรื่องได้ จับประเด็นของเรื่อง ทำแผนผังความสัมพันธ์ของตัวละครสำคัญในเรื่อง
                2.วิเคราะห์ถ้อยคำสำนวน ค้นหาความหมายของคำศัพท์ที่ไม่รู้จัก ค้นหาความกระจ่างของข้อความที่ไม่เข้าใจ ค้นหาความกระจ่างทางวัฒนธรรม
                3.ลงมือแปลเป็นภาษาไทยด้วยถ้อยคำสำนวนที่เรียบง่าย อ่านเข้าใจง่ายและชัดเจน


หลักการแปลบทละคร

                บทละครคือวรรณกรรมการแสดง ในที่นี้จะเป็นการแปลละครโศก ละครชวนขัน ละครโอเปร่าหรืออุปรากรและบทละครสำหรับละครเวทีซึ่งมีวิธีการแปลคล้ายกับการแปลเรื่องสั้น นวนิยายคือเริ่มด้วยการอ่านต้นฉบับเพื่อทำความเข้าใจให้ตลอดตั้งแต่ต้นจนจบก่อน หาความหมายและคำแปลแล้วจึงเขียนบทแปลด้วยภาษาที่เหมาะสม


หลักการแปลภาพยนตร์

                บทภาพยนตร์มีลักษณะเหมือนบทละคร คือประกอบด้วยคำสนทนาเป็นส่วนใหญ่แต่ผู้แสดงภาพยนตร์มีคนแสดงมากกว่าแต่ละคนจะใช้คำพูดต่างกันตามอุปนิสัย ใจคอและพูดจารวดเร็วต่างจากผู้แสดงละครซึ่งจะพูดช้าและเน้นย้ำให้ชัดเจน
                วิธีแปลบทภาพยนตร์ มีขั้นตอนดำเนินการเช่นเดียวกับการแปลบทละคร การ์ตูนซึ่งต้องอ่านทั้งข้อความ ภาพและฉากพร้อมๆกันโดยสัมพันธภาพต่อกัน ซึ่งจุดประสงค์หลักของบทละครภาพยนตร์แปลมี 2 ประการ คือ
      1.นำบทแปลไปพากย์หรืออัดเสียงในฟิล์ม ผู้ฟังจะได้ยินนักแสดงพูดภาษาไทย
       2.นำบทแปลไปเขียนคำบรรยายในฟิล์มดั้งเดิม ผู้ฟังจะได้ยินเสียงเดิมของนักแสดงและได้เห็นคำแปลพร้อมกัน


หลักการแปลนิทาน นิยาย

                บันเทิงคดีประเภทนิทาน นิยาย เรื่องเล่าเป็นสิ่งที่มีมาแต่โบราณสมัยที่ยังไม่ใช้ตัวอักษรในการสื่อสารกัน เป็นการเล่าแบบปากต่อปากหรือที่เรียกว่า มุขปาฐะ โดยส่วนใหญ่มีจุดประสงค์เพื่อเผยแพร่ศาสนา เพื่อความสนุกสนาม เพลิดเพลิน ตามหลักวรรณคดีสากล มีชื่อต่างๆเรียกวรรณกรรมประเภทนิทาน นิยาย เรื่องเล่า ดังนี้
             -   Tale หมายถึงเรื่องเล่าที่ประดิษฐ์คิดแต่งขึ้น ซึ่งจะเล่าในรูปแบบร้อยแก้วหรือร้อยกรอง มีเนื้อเรื่องธรรมดาแต่มีวิธีการเล่าที่แปลก
             -   Myth หมายถึงเรื่องเล่าที่รู้จักกันมาแต่โบราณ เนื้อเรื่องมักจะกล่าวถึงเหตุการณ์เกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนา อิทธิปาฏิหาริย์ของพระเจ้า เทพเจ้า วีรบุรุษ
             -  Fable หมายถึงเรื่องสั้นๆที่มุ่งแสดงให้เห็นสัจธรรม เรื่องเรื่องจริงบางอย่าง ตัวละครมักจะเป็นสัตว์หรือคนโดยส่วนใหญ่เป็นการวิจารณ์มนุษย์
             -  Fabliau หมายถึง เรื่องเล่าสั้นๆที่แต่งเป็นร้อยกรอง สามารถนำเพลงมาร้องได้ จะสอดแทรกอารมณ์ขันและยั่วล้อ
             -   Fairy Tales หมายถึง นิทานประเภทหนึ่งของ myth ซึ่งเน้นเรื่องเกี่ยวกับเทพเจ้า เทพยา ภูตผีปีศาจ วิญญาณ
             -   Legend หมายถึง เรื่องราวชีวิตของนักบุญหรือบุคคลธรรมดาที่บำเพ็ญความดี มีคุณธรรมน่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง
                ในการแปลนิทาน นิยายนี้ จะต้องมีการอ่านต้นฉบับเพื่อทำความเข้าใจก่อนล่วงหน้า แล้วใช้จึงดำเนินการเขียนบทแปล โดยจะใช้รูปแบบภาษาระดับกลาง ใช้วิธีเขียนแบบเก่า โบราณ ไม่เหมือนปัจจุบัน ตอนจบเป็นคำสอนการแปลชื่อของเรื่องนี้ สามารถใช้วิธีการแปลแบบตรงตัวได้ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถคาดเดาถึงคำสอนได้ตั้งแต่ชื่อเรื่อง และทำให้เนื้อเรื่องเกิดความน่าสนใจและอยากอ่านต่อจนจบเรื่อง


หลักการแปลเรื่องเล่า

                เรื่องเล่าสั้นๆ แฝงอารมณ์ขันมักจะปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์และนิตยสาร ผู้อ่านจะต้องเข้าใจปมของอารมณ์ขันและหยิบยกขึ้นมาแปลถ่ายทอดให้ตรงตามต้นฉบับ เรื่องเล่าจะประกอบด้วยตัวละคร 1-2 ตัว ซึ่งมีความสัมพันธ์กัน ตอนจบมักจะเป็นปมอารมณ์ขันที่เป็นจุดเด่นของเรื่อง ในการแปลเรื่องเล่า จะมีวิธีการแปลตามขั้นตอน คือเริ่มด้วยการอ่านให้เข้าใจแล้วเขียนบทแปล โดยการใช้ภาษาระดับกลาง เป็นถ้อยคำสั้น ๆ กะทัดรัด หรืออาจจะมีความกำกวมเพื่อให้เกิดอารมณ์ขัน
              
หลักการแปลการ์ตูน

                การ์ตูนไม่ใช่เรื่องสั้นสำหรับเด็กๆแต่เป็นวรรณกรรมทั้งชายหญิงที่จะได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลิน ผ่อนคลายเครียดจากการอ่านการ์ตูน นอกจากนี้การ์ตูนยังมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ความสามารถเชิงสังเกต วิเคราะห์และเชาว์ไวไหวพริบแก่ผู้อ่าน สามารถเชื่อมโยงการสื่อความหมายด้วยภาพกับภาษาเข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจได้ง่ายขึ้นแลละเกิดการจินตนาการภาพไปพร้อมๆกัน ซึ่งหลักการสำคัญในการแปลการ์ตูน ก็คือการใช้การใช้คำแปลที่สั้น ชัดเจน เข้าใจได้หรือสื่อสารได้ สามารถกำจัดคำภายในกรอบคำพูดได้ ภาษาในการสนทนามีหลายระดับขึ้นอยู่กับตัวละครที่สร้างขึ้น ผู้แปลต้องระมัดระวังในการใช้ภาษาในการแปลเพื่อให้สอดคล้องกับต้นฉบับและเนื้อหาที่น่าสนใจ


หลักการแปลกวีนิพนธ์

                กวีนิพนธ์เป็นวรรณกรรมที่แต่งเป็นร้อยกรอง มีกฎเกณฑ์แน่นอนตายตัวด้วยการจำกัดจำนวนคำ จำนวนพยางค์และจำนวนบรรทัด ทั้งเสียงหนัก – เบา การสัมผัสและจังหวะ จัดทำขึ้นเพื่อเล่าเรื่อง ให้ความรู้ สอนศีลธรรม และเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน โดยการแปลจะต้องสอดคล้องกับจุดประสงค์และเป็นไปตามลักษณะของการแปลกวีนิพนธ์ ซึ่งได้แก่
              1.  การแปลเป็นร้อยกรอง   วิธีนี้นิยมใช้กับวรรณคดีโบราณที่มุ่งเน้นทั้งเนื้อหาสาระและความไพเราะของภาษา ซึ่งจะต้องนำเสนอเนื้อหาที่ใกล้เคียงเนื้อหาเดิมให้มากที่สุดโดนยึดฉันทลักษณ์ไว้อย่างเหนียวแน่น พยายามเล่นคำ เล่นความหมายตามต้นฉบับทุกจังหวะ ทุกบททุกตอน
             2.  การแปลเป็นร้อยแก้ว   ผู้แปลจะใช้การแปลกวีนิพนธ์เป็นร้อยแก้วต่อเมื่อมีจุดประสงค์เพียงการสื่อสารความคิดและวัฒนธรรมอื่นๆในกวี


ปัญหาการแปลกวีนิพนธ์

                ปัญหาหลักที่พบในการแปลกวีนิพนธ์สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน ซึ่ง 2 ปัญหานี้สามารถพบได้กับงานแปลทุกประเภทอยู่แล้ว แต่จะพบมากในงานด้านกวีนิพนธ์ เนื่องจาก ความซับซ้อนของภาษาที่เป็นปัจจัยหลักในการแปล  ปัญหาที่เป็นปัญหาใหญ่ในการแปลนี้ก็คือ ความเข้าใจ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในการดำเนินการแปลทุกประเภท ผู้แปลต้องเข้าใจภูมิหลังของกวีมากพอสมควร จึงจะเกิดความเข้าใจที่ถ่องแท้ได้ และอีกปัญหาหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ การเลือกใช้ถ้อยคำสำนวน ผู้แปลต้องหาคำแปลที่สั้น กะทัดรัดในจำนวนที่จำกัดตามฉันทลักษณ์ และต้องมีเสียงหนักเบา เหมาะกับจังหวะ และสัมผัสลื่นไหล ซึ่งถือว่ายากมากสำหรับการเลือกใช้ถ้อยคำสำนวนให้เหมาะสม


                การแปลวรรณกรรมช่วยให้คนที่อยู่ในแต่ละส่วนของโลกได้รับรู้เรื่องราว สภาพแวดล้อม ความคิด ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมของถิ่นอื่นๆ ซึ่งวรรณกรรมถือเป็นงานแปลทางบันเทิงคดี ได้แก่ งานแปลนวนิยาย เรื่องสั้น นิทาน นิยาย บทละคร การ์ตูน บทภาพยนตร์ บทเพลง และกวีนิพนธ์ต่าง ๆ มุ่งหวังให้ผู้อ่านเกิดความเพลิดเพลินและได้รับความรู้ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการแปลวรรณกรรม ก็คือ การรักษาความหมายเดิมของต้นฉบับไว้ให้ครบถ้วนถูกต้อง ผู้แปลต้องศึกษาหลักการแปลวรรณกรรมให้ถ่องแท้เข้าใจชัดเจน จึงสามารถแปลงานอกมาได้อย่างสมบูรณ์มากที่สุด

Learning Log 4

ภาษาที่เป็นธรรมชาติ

มนุษย์ใช้ภาษาสื่อความรู้ ความคิดความต้องการ ความเข้าใจ และประสบการณ์ต่างๆ ชนทุกชาติมีภาษาใช้สื่อสารเพื่อถ่ายทอดศิลปะวิทยาการให้แก่กัน ภาษาจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์     การมีความรู้     ความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของภาษาและพลังของภาษา จะช่วยให้ใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารได้ชัดเจนถูกต้อง สามารถพัฒนาทักษะทางภาษาได้ตามกระบวนวิธี ตระหนักถึงความงาม ความเหมาะสม ความหมายของภาษาได้อย่างแท้จริง ซึ่งภาษาธรรมชาตินั้นเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่นำมาใช้ในการแปล คือ นำมาช่วยในการเรียบเรียงคำหรือประโยคให้ดูสละสลวยน่าสนใจมากยิ่งขึ้น  ในการเขียนบทแปลที่ดีต้องเขียนด้วยภาษาที่เป็นธรรมชาติ ซึ่งหมายถึง ภาษาเขียน ภาษาพูดที่คนไทยทั่วไปใช้กันจริงในสังคมไทย ทั้งนี้เพื่อให้คนไทย ผู้อ่านผู้ใช้งานสามารถเข้าใจได้ทันทีไม่มีอุปสรรคในการรับสารที่สื่อจากบทแปล ซึ่งองค์ประกอบที่นักเรียนต้องพิจารณาในการเขียนบทแปลด้วยภาษาไทยที่เป็นธรรมชาติ ได้แก่องค์ประกอบย่อยของการแปล คือ คำ ความหมาย การสร้างคำ และสำนวนโวหารดังนี้

คำ ความหมาย และการสร้างคำ

คำและความหมายคำ  บางคำมีความหมายแตกต่างกันหลายอย่าง มีทั้งความหมายตรงและความหมายแฝง หรือความหมายเชิงเปรียบเทียบ ซึ่งคำบางคำมีความหมายต่างกันไปตามยุคสมัย ในสมัยก่อนมีความหมายอย่างหนึ่ง แต่ในปัจจุบันมีความหมายอีกอย่างหนึ่ง บางครั้งก็ตรงกันข้างกัน บางครั้งก็มีความหมายไปในทางที่ดี บางครั้งก็มีความหมายเลวลง  ในการพูดหรือการเขียน ที่ต้องการแสดงอารมณ์อาจจะนำคำที่มีความหมายไม่ดีมาใช้ให้เกิดความหมายที่ดีขึ้นก็ได้ การเลือกใช้คำขึ้นอยู่กับความหายของประโยคที่แปลว่าต้องการให้เกิดความรู้สึกแบบใดโดยจะเน้นให้ผู้อ่านบทเกิดความรู้สึกจริงๆ มากกว่าการใช้คำ

การสร้างคำกริยา

ในการสร้างคำกริยานี้จะกล่าวถึงการเสริมท้ายคำกริยาด้วยคำกิริยา ซึ่งบางคนอาจจะเห็นว่าทำให้ภาษายุ่งยาก แต่อย่างไรก็ตาม บางครั้งมันก็ทำให้ชัดเจนขึ้นถ้าเราเข้าใจความหมายที่แท้จริงดังเดิมของมันอยู่แล้ว ซึ่งคำกริยาที่นำมาเสริมนั้นจะเป็นคำง่ายๆที่ใช้อธิบายเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้นนั่งเอง

การเข้าคู่คำ

ในข้อนี้จะเป็นการนำคำหลายคำมาเข้าคู่กัน เพื่อให้ได้คำใหม่โดยมีความหมายใหม่ หรือมีความหมายดังเดิมอย่างเช่น คู่คำพ้องความหมาย จะเป็นคำในภาษาเดียวกัน, คำภาษาต่างประเทศหรือคำภาษาถิ่นก็ได้ ส่วนมากจะมีความหมายดังเดิมจะเพิ่มมาให้เราเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น เช่นคำว่า สุขสบาย , ห้ามไม่ให้ , แข็งแรง เป็นต้น คู่คำที่มีความหมายตรงข้าม ส่วนมากจะได้ความหมายใหม่ เช่น ผู้ใหญ่ผู้น้อย , งานหนักเบา , ความรู้สึกผิดชอบ เป็นต้น และ คู่คำที่มีความหมายต่างกัน มักจะได้ทำใหม่ที่มีความหมายเดิมเหลืออยู่  เช่น ลูกเมีย , รถไฟ , พี่ป้าน้าอา  เป็นต้น

                สำนวนโวหาร

ในการแปลขั้นสูงนี้ผู้แปลจะต้องรู้จักสำนวนการเขียนและการใช้โวหารหลายๆรูป แบบมิฉะนั้นจะทำให้บทความที่แปลมีความหมายไม่ชัดเจน เข้าใจยาก บางครั้งอาจจะเข้าใจผิดก็ได้ อ่านแล้วทำให้รู้สึกมึนงง โดยที่ผู้เขียนจะใช้สำนวนโวหารแปลกๆซับซ้อน เพื่อให้ผู้อ่านเกิดความบันเทิง เช่น จนกระทั่ง กับ แก่ เพื่อที่จะเป็นต้น  สำนวนที่มีคำซ้ำ  หมายถึงทั้งคำเดียวกัน และซ้ำกัน ก็คือ ซ้ำรูป ที่เรารู้จักกันทั่วไป  และคำที่มีความหมายเหมือนกัน ก็คือซ้ำความหมาย ในการใช้คำซ้ำนี้ มีทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่ปะปนกันดังนั้นเราต้องมีทักษะในการใช้ที่ถูกต้อง ข้อดีของการใช้คำซ้ำคือเพื่อความไพเราะ มีความหมายอ่อนลง เพื่อให้ได้คำใหม่ใช้ เพื่อแสดงว่ามีจำนวนมาก ปริมาณมาก หรือเป็นพหูพจน์

                โวหารภาพพจน์

โวหารภาพพจน์ เป็นโวหารที่นักแปลต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เนื่องจากจะมีการสร้างภาพพจน์อย่างกว้างขวาง สลับซับซ้อน มักทำให้ผู้อ่านตามไม่ทันและไม่เข้าใจเนื้อเรื่องได้ โวหารภาพพจน์สามารถแบ่งได้ออกดังนี้
1.                โวหารอุปมา คือ การสร้างภาพพจน์ด้วยการเปรียบเทียบ โดยมีจุดมุ่งหมายจะชี้แจง อธิบาย พูดพาดพิง หรือเสริมให้งดงามขึ้น การเปรียบเทียบนี้มักจะใช้คำเชื่อมเป็นตัวช่วยเพื่อให้เกิดความสละสลวยมากยิ่งขึ้น มักใช้คำว่า เหมือนราวกับ ดุจ ประดุจ ประหนึ่ง และอื่น ๆ ที่มีความหมายอย่างเดียวกัน  ซึ่งจะเป็นวลีสั้นๆ หรือโวหารก็ได้
2.                โวหารอุปลักษณ์ คือ การเปรียบเทียบความหมายโดยการนำความเหมือนและไม่เหมือนของสิ่งที่เปรียบเทียบมากล่าว  การเปรียบเทียบนี้แสดงคำพูดในชั้นสูง จะเป็นการหลีกเลี่ยงการใช้คำพื้นๆ ไปสู่คำใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจกว่า แต่จะเหลือร่องรอยเดิมไว้
3.                โวหารเย้ยหยัน  คือ การใช้คำด้วยอารมณ์ขัน เพื่อยั่วล้อ เย้ยหยัน เหน็บแนม หรือชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่อง และความไม่ฉลาดของสิ่งที่ต้องการจะกล่าวถึง จัดทำขึ้นมาเพื่อแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องราวต่าง ๆ แต่ความจริงคือรู้อยู่แล้ว เป็นถ้อยคำที่ถากถาง แดกดัน และขบขับ
4.                โวหารขัดแย้ง คือการใช้คำที่มีความหมายตรงข้ามกันมาเรียงต่อกันโดยรักษาสมดุลไว้  หรือ เป็นการกล่าวโดยขัดแย้งกับความจริง ความเชื่อ และความคิดเห็นของบุคคลทั่วไป
5.                โวหารที่ใช้ส่วนหนึ่งแทนทั้งหมด  ได้แก่การนำคุณสมบัติเด่น ๆ ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาใช้ แทนที่จะเอ่ยนามสิ่งนั้นออกมาตรง ๆ รวมทั้งส่วนประกอบของสิ่งของและของใช้ประจำของบุคคลโดยไม่กล่าวชื่อของสิ่งของหรือบุคคลนั้น ๆ ซึ่งเป็นคำที่ผู้คนนิยมใช้กันแพร่หลายมานานแล้ว
6.                โวหารบุคลาธิษฐาน คือ การนำสิ่งต่างๆ ที่ไม่มีชีวิต รวมทั้งความคิด การกระทำ และนามธรรมอื่นๆ มากล่าวเหมือนเป็นบุคคล ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้มากที่สุดในงานร้อยกรอง
7.                โวหารที่กล่าวเกินจริง  จะมีจุดประสงค์ที่เน้นให้เห็นความสำคัญ  ชี้ให้ชัดเจนและเด่น และใช้เพื่อแสดงอารมณ์ที่รุนแรง ไม่ต้องการอธิบายข้อเท็จจริง

ลักษณะที่ดีของสำนวนโวหาร

ในการแต่งหนังสือที่ดีและเพื่อผลงานที่ออกมาสละสลวย เนื้อหาน่าสนใจนั้น จะมีการใช้โวหารที่ถูกต้องโดยจะมีลักษณะดังนี้
1.                ถูกหลักภาษา  คือไม่ขัดกับหลักไวยากรณ์ ถึงจะไม่ถูกต้องทั้งหมดแต่ก็ถูกต้อง มีการเล่นคำไม่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิด
2.                ไม่กำกวม  สำนวนโวหารที่ดีจะต้องชัดเจน  แม่นตรง  ไม่ชวนให้เข้าใจไขว้เขว  หรือเกิดสงสัย
3.                มีชีวิตชีวา  คือ ไม่แนบนาบ  เฉยชา ยืดยาด  แต่มีชีวิตชีวา เร้าใจ  ชวนให้ผู้อ่านรู้สึกกระตือรือร้น สนใจ และทำให้ผู้อ่านอยากอ่านต่อจนจบเรื่องอย่างไม่เบื่อหน่าย
4.                สมเหตุสมผล  น่าเชื่อถือ  มีเหตุผลรอบคอบ  ไม่มีอคติ  ไม่สร้างความหลงผิดให้แก่ผู้อ่าน
5.                คมคายเฉียบแหลม  คือ  การใช้คำพูดที่เข้มข้น  หนักแน่น  แฝงข้อคิดที่ฉลาด โดยใช้ถ้อยคำเพียงไม่กี่คำ  ส่วนมากแล้วใช้เป็นสุภาษิต คำคม คำพังเพย แฝงไว้ในเรื่องให้ผู้อ่านเกิดแง่คิดความรู้

ภาษาไทยนั้นมนุษย์ใช้เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารกับคนอื่นทั่วทั้งในประเทศ  ผู้ใช้ภาษาควรใช้ภาษาไทยได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยการเลือกใช้ คำ ความหมาย  การสร้างคำ การใช้สำนวนโวหารที่น่าสนใจ  เพื่อช่วยให้ใช้ภาษาในสื่อสารได้ชัดเจนถูกต้อง สามารถพัฒนาทักษะทางภาษาได้ตามกระบวนวิธี ภาษาธรรมชาตินั้นเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่นำมาใช้ในการแปล  ในการเขียนบทแปลที่ดีต้องเขียนด้วยภาษาที่เป็นธรรมชาติ ซึ่งหมายถึง ภาษาเขียน ภาษาพูดที่คนไทยทั่วไปใช้กันจริงในสังคมไทย ทั้งนี้เพื่อให้คนไทย ผู้อ่านผู้ใช้งานสามารถเข้าใจได้ทันทีไม่มีอุปสรรคในการรับสารที่สื่อจากบทแปลด้วยภาษาไทยที่เป็นธรรมชาติ


วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Learning Log 3

The passive

ประโยค Passive voice คือประโยคที่ประธานเป็นผู้ถูกกระทำ หรือประโยคที่อยู่ในรูป Subject + Verb to be + Verb 3 (Past Participle) ซึ่งส่วนมากจะถูกเปลี่ยนจากประโยค Active voice (ประโยคที่อยู่ในรูป Subject + Verb1) แต่ก็ไม่ใช่แค่เอามาสลับที่กันเฉยๆ โดยจะเปลี่ยนแปลงย่อมมีเงื่อนไขเสมอ  สำหรับคำกริยาที่จะนำมาใช้ในประโยค Passive Voice ต้องเป็นคำกริยาที่มีกรรมเท่านั้น เพราะคำแปลจะต้องมีคำว่า ใครหรืออะไร ถูกทำอะไรเสมอ ส่วนคำว่า by ที่แปลว่าโดย บางครั้งอาจจะมีหรือไม่มีก็ได้ ขึ้นอยู่กับผู้พูด และบางประโยคไม่ต้องมีเลยก็ได้


หลักการเปลี่ยนประโยค “Active” เป็นประโยค “Passive”

1.              นำเอากรรมของประโยค Active voice ไปเป็นประธานของประโยค Passive voice
Active voice: Nammon read a book.
Passive voice: A book is read by Nammon.
2.              นำเอาประธานของประโยค Active voice ไปเป็นกรรมของประโยค Passive voice และมี by นำหน้าประธานเดิม แต่ในบางกรณีอาจจะสามารถเขียนโดยไม่ต้องมี by ก็ได้
Active voice: Nammon read a book.
Passive voice: A book is read by Nammon.
3.              เมื่อเปลี่ยนประโยค Active voice เป็นประโยค Passive voice กริยาจะต้องเป็นรูปกริยาช่องที่ 3 (Past Participle) และตามหลัง Verb to be.( is, am , are, was , were, be, being, been) ต้องดูตามประธาน(ของประโยคใหม่) และ tense
Active voice: Nammon read a book.
Passive voice: A book is read by Nammon.

จากตัวอย่างข้างต้นทั้งหมด ไม่ว่า ประโยค Active จะอยู่ใน tense ใดก็ตาม เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค Passive ยังไงก็ต้องอยู่ในรูปของ Subject + Verb to be + Verb 3 (Past Participle) เสมอ แต่ยังคงต้องไม่ทิ้ง tense เดิม

รูปประโยค Passive แบ่งตาม tense ต่างๆ



หากเรารู้จักรูปแบบประโยคดีแล้ว นั่นคือเรารู้ว่าตัวไหนเป็นประธาน ตัวไหนเป็นกริยา และตัวไหนเป็นกรรม เอามารวมกับความรู้เรื่อง tense และกริยาสามช่อง  เรื่อง Passive voice ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะ Passive เป็นการบูรณาการความรู้เรื่องโครงสร้างของประโยคและเรื่อง Tense ซึ่งถือเป็นความรู้พื้นฐานด้านไวยากรณ์อยู่แล้ว

Learning Log 2

หลักเกณฑ์การถอดอักษรไทยเป็นโรมันแบบถ่ายเสียง

การถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมันแบบถ่ายเสียง เป็นหลักการถอดตัวอักษรไทยเป็นอักษรโรมันอย่างเป็นทางการโดยราชบัณฑิตยสถาน ใช้ในสำหรับหนังสือและสิ่งพิมพ์ของรัฐบาล และป้ายชื่อถนนต่างๆ ในประเทศไทย รูปแบบใหม่ประกาศใช้เมื่อ 11 มกราคม พ.ศ. 2542   มีจุดประสงค์เขียนไว้ในประกาศว่า เพื่อให้อ่านคำไทยในตัวอักษรโรมันได้ใกล้เคียงกับคำเดิม ซึ่งมีหลักเกณฑ์ดังนี้

หลักเกณฑ์การถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมันแบบถ่ายเสียง

หลักเกณฑ์การถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมันนี้ เป็นการถอดโดยวิธีถ่ายเสียง (Transcription) เพื่อให้อ่านคำภาษาไทยที่เขียนด้วยอักษรโรมันให้ได้เสียงใกล้เคียง โดยไม่คำนึงถึงการสะกดการันต์และวรรณยุกต์ เช่น จันทร์ = chan, พระ = phra, แก้ว = kaeo
1. การเทียบเสียงพยัญชนะและสระ
พยัญชนะ            พยัญชนะไทย ก = อักษรโรมันตัวต้น k และตัวสะกด k
พยัญชนะไทย ข ฃ ค ฅ ฆ = อักษรโรมันตัวต้น kh และตัวสะกด k
พยัญชนะไทย ง = อักษรโรมันตัวต้น ng และตัวสะกด ng
              พยัญชนะไทย จ ฉ ช ฌ = อักษรโรมันตัวต้น ch และตัวสะกด t
                           พยัญชนะไทย ซ ทร(เสียง ซ) ศ ษ ส = อักษรโรมันตัวต้น s และตัวสะกด t
              พยัญชนะไทย ญ = อักษรโรมันตัวต้น y และตัวสะกด n
พยัญชนะไทย ฎ ฑ(เสียง ด) ด = อักษรโรมันตัวต้น d และตัวสะกด t
พยัญชนะไทย ฏ ต = อักษรโรมันตัวต้น t และตัวสะกด t
พยัญชนะไทย ฐ ฑ ฒ ถ ท ธ = อักษรโรมันตัวต้น th และตัวสะกด t
พยัญชนะไทย ณ น = อักษรโรมันตัวต้น n และตัวสะกด n

พยัญชนะไทย บ = อักษรโรมันตัวต้น b และตัวสะกด p
พยัญชนะไทย ป = อักษรโรมันตัวต้น p และตัวสะกด p
พยัญชนะไทย ผ พ ภ = อักษรโรมันตัวต้น ph และตัวสะกด p
พยัญชนะไทย ฝ ฟ = อักษรโรมันตัวต้น f และตัวสะกด p
พยัญชนะไทย ม = อักษรโรมันตัวต้น m และตัวสะกด m
พยัญชนะไทย ย = อักษรโรมันตัวต้น y และตัวสะกด -
พยัญชนะไทย ร = อักษรโรมันตัวต้น r และตัวสะกด n
พยัญชนะไทย ล ฬ = อักษรโรมันตัวต้น l และตัวสะกด n
พยัญชนะไทย ว = อักษรโรมันตัวต้น w และตัวสะกด -
พยัญชนะไทย ห ฮ = อักษรโรมันตัวต้น h และตัวสะกด –
ในทางสัทศาสตร์ ใช้ h เป็นตัวสัญลักษณ์เพื่อแสดงลักษณะเสียงธนิต (เสียงที่มีกลุ่มลมพุ่งตามออกมาในขณะออกเสียง) h ที่ประกอบหลัง k p t จึงเป็นไปตามหลักเกณฑ์ทางสัทศาสตร์ดังนี้
  -  k  แทนเสียง ก เพราะเป็นเสียงสิถิล (เสียงที่ไม่มีกลุ่มลมพุ่งตามออกมาในขณะออกเสียง) kh จึงแทนเสียง ข ฅ ค ฅ ฆ เพราะเป็นเสียงธนิต
 -   p  แทนเสียง ป ซึ่งเป็นเสียงสิถิล ph จึงแทนเสียง ผ พ ภ เพราะเป็นเสียงธนิต ไม่ใช่แทนเสียง ฟ
  -  t  แทนเสียง ฏ ต ซึ่งเป็นเสียงสิถิล th จึงแทนเสียง ฐ ฑ ฒ ถ ท ธ เพราะเป็นเสียงธนิต
 ตามหลักสัทศาสตร์ ควรใช้ c แทนเสียง จ ซึ่งเป็นเสียงสิถิล และ ch ใช้แทนเสียง ฉ ช ฌ ซึ่งเป็นเสียงธนิต ดังที่ใช้กันในภาษาบาลี-สันสกฤต เขมร ฮินดี อินโดนีเซีย และภาษาอื่น ๆ อีกหลายภาษา แต่ที่มิได้แก้ไขให้เป็นไปตามหลักสัทศาสตร์ เนื่องจากเกรงว่าจะทำให้ไขว้เขวกับการสะกดและออกเสียงตัว c ในภาษาอังกฤษซึ่งคนไทยมักใช้แทนเสียง ค หรือ ซ ตัวอย่างเช่น จน/จิต หากเขียนตามหลักสัทศาสตร์เป็น con/cit ก็อาจออกเสียงตัว c เป็นเสียง ค ในคำว่า con และออกเสียง ซ ในคำว่า cit ดังนั้นจึงยังคงให้ใช้ ch แทนเสียง จ ตามที่คุ้นเคย เช่น จุฬา = chula, จิตรา = chittra เป็นต้น
หลักเกณฑ์การถอดอักษรไทยเป็นโรมันแบบถ่ายเสียง “สระภาษาไทย”
สระไทย : อะ, อั- (อะ ลดรูป), รร (มีตัวสะกด), อา = a
สระไทย : รร (ไม่มีตัวสะกด) = an
สระไทย : อำ = am
สระไทย : อิ, อี = i
สระไทย : อึ, อือ = ue
สระไทย : อุ, อู = u
ตามหลักเดิม อึ, อื, อุ และ อู ใช้ u แทนทั้ง 4 เสียง แต่เพื่อแยกความแตกต่างระหว่างเสียง อึ, อื กับ อุ, อู จึงให้ใช้ u แทน อุ, อู และใช้ ue แทน อึ, อื
สระไทย : เอะ, เอ็- (เอะ ลดรูป), เอ = e
ตัวอย่าง : เละ = le, เล็ง = leng, เลน = len
สระไทย : แอะ, แอ = ae
สระไทย : โอะ, -_ (โอะ ลดรูป), โอ, เอาะ, ออ = o
สระไทย : เออะ, เอิ- (เออะ ลดรูป), เออ = oe
สระไทย : เอียะ, เอีย = ia
สระไทย : เอือะ, เอือ = uea
สระไทย : อัวะ, อัว, -ว- (อัว ลดรูป) = ua
ตามหลักเดิม เอือะ, เอือ, อัวะ, อัว ใช้ ua แทนทั้ง 4 เสียง แต่เพื่อแยกความแตกต่างระหว่างเสียง เอือะ, เอือ กับ อัวะ, อัว จึงให้ใช้ ua แทน อัวะ, อัว และใช้ uea แทน เอือะ, เอือ เพราะ เอือะ, เอือ เป็นสระประสมซึ่งประกอบด้วยเสียง อึ หรือ อื : ue กับเสียง อะ หรือ อา = a
สระไทย : ใอ, ไอ, อัย, ไอย, อาย = ai
สระไทย : เอา, อาว = ao
สระไทย : อุย = ui
สระไทย : โอย, ออย = oi
สระไทย : เอย = oei
สระไทย : เอือย = ueai
สระไทย : อวย = uai
สระไทย : อิว = io
สระไทย : เอ็ว, เอว = eo
สระไทย : แอ็ว, แอว = aeo
สระไทย : เอียว = iao
สระไทย : ฤ (เสียง รึ), ฤา = rue
สระไทย : ฤ (เสียง ริ) = ri
สระไทย : ฤ (เสียง เรอ) = roe
สระไทย : ฦ, ฦา = lue
หมายเหตุ ตามหลักเดิม เสียง อิว ใช้ iu และ เอียว ใช้ ieu แต่เนื่องจากหลักเกณฑ์นี้เสียงที่มีเสียง ว ลงท้ายและแทนเสียงด้วยตัว o ซึ่งได้แก่ เอา อาว (ao), เอ็ว เอว (eo), แอ็ว แอว (aeo) ดังนั้นเพื่อให้เป็นไปในทำนองเดียวกัน อิว ซึ่งเป็นเสียง อิ กับ ว จึงแทนด้วย i + o คือ io ส่วนเสียง เอียว ซึ่งมาจากเสียง เอีย กับ ว จึงแทนด้วย ia + o เป็น iao
แต่ก็ได้รับการวิพากษ์ว่ายังไม่ดีเพียงพอสำหรับชาวต่างชาติในการอ่านภาษาไทย เนื่องจาก ไม่มีสัญลักษณ์หรือระบบแทนเสียงวรรณยุกต์ , สระสั้น และสระยาว ใช้ตัวอักษรเดียวกัน เช่น อะ และ อา ใช้ ตัวอักษร a , เสียง /pʰ/ (ผ, พ, ภ) ถูกแทนด้วย ตัวอักษร ph ทำให้อ่านผิดว่าเป็น /f/ เหมือนคำในภาษาอังกฤษ เช่น Phuket (ภูเก็ต) อาจอ่านผิดเป็น "ฟักอิต" (พ้องกับ  it ในภาษาอังกฤษ) , เสียงสระ "โอะ โอ" กับ "เอาะ ออ" ใช้ตัวอักษร o ตัวเดียวกัน เช่น คำว่า "พล" และ "พร" เขียนเหมือนกันเป็น phon ถูกอ่านผิดเป็น "ฝน"      เสียง /tʰ/ (ฐ, ฑ, ฒ, ถ, ท, ธ) ถูกแทนด้วย ตัวอักษร th ทำให้อ่านผิดว่าเป็น /θ/ หรือ /ð/ เหมือนคำในภาษาอังกฤษ เช่น Thewet (เทเวศร์) อาจอ่านผิดเป็น "เดอะเว็ท" และ นอกจากนี้ ถึงแม้ระบบของราชบัณฑิตยสถานจะที่ใช้ในเอกสารราชการเกือบทั้งหมด แต่ก็มีการเขียนคำทับศัพท์ในรูปแบบอื่น เพื่อหลีกเลี่ยงเสียงที่เพี้ยนไปจากเสียงภาษาไทย และเลี่ยงความหมายที่ไม่ดีในภาษาอังกฤษและภาษาอื่น เช่นคำว่า "ธง" หรือ "ทอง" เมื่อทับศัพท์ตามระบบราชบัณฑิตทั้งสองคำจะสะกดได้คำว่า "thong" ซึ่งในภาษาอังกฤษหมายถึง ธอง (กางเกงชั้นในประเภทหนึ่ง) จึงเลี่ยงไปใช้คำว่า "tong" แทน
2.  ความหมายของคำ
1.  หน่วยคำ คือ หน่วยที่เล็กที่สุดและมีความหมาย อาจจะมีพยางค์เดียวหรือหลายพยางค์ก็ได้
2. คำ หมายถึง หน่วยคำหนึ่งคำหรือมากกว่านั้น
3. คำประสม คือ คำตั้งแต่สองคำขึ้นไปมารวมตัวกันและเกิดความหมายใหม่เพิ่มขึ้นจากเดิม
4. คำสามานยนาม สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ คำนามทั่วไปและชื่อภูมิศาสตร์ ชื่อภูมิศาสตร์ คือคำนามทั่วไปที่บอกลักษณะภูมิประเทศตามธรรมชาติและรวมถึงเขตการปกครองหรือคำนำทั่วไปทางภูมิศาสตร์ที่มนุษย์ทำขึ้น
5. คำวิสามานยนาม หมายถึง คำนามที่เป็นชื่อเฉพาะ ได้แก่ ชื่อบุคคล
6.  คำนำหน้านาม หมายถึง คำที่อยุ่หน้าวิสามานยนาม
7.  คำทับศัพท์ หมายถึง คำที่เป็นภาษาต่างประเทศทีเขียนด้วยอักษรไทย อาจจะเป็นคำสามานยนาม หรือ วิสามานยนามก้อได้
3. การใช้เครื่องหมาย
                ในการใช้เครื่องหมายเพื่อแยกพยางค์ มีหลักการง่ายๆคือดังนี้
- เมื่ออักษรตัวสุดท้ายของพยางค์หน้าเป็นสระ และอักษรตัวแรกของพยางค์ที่ตามมาขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ ng  หรือ ง
- เมื่ออักษรตัวสุดท้ายของพยางค์หน้าเป็น ng ง  ตัวอักษรแรกของพยางค์ที่ตามมาขึ้นต้นด้วยสระ
- เมื่ออักษรตัวแรกของพยางค์ที่ขึ้นตามมาขึ้นต้นด้วยสระ
4. การแยกคำ
ในการถอดอักษรไทยเป็นโรมันจะใช้วิธีการเขียนแยกเป็นคำ ๆ แต่ยกเว้นคำประสมเอาไว้เพราะถือว่าเป็นคำๆเดียวกัน และวิสามานยนามที่เป็นชื่อบุคคลก็ให้เขียนติดกัน
5. การใช้อักษรโรมันตัวใหญ่
ตัวแรกของวิสามานยนามและคำนำหน้านามที่อยู่หน้าคำวิสามานยนามนั้นๆ และ อักษรตัวแรกของคำแรกในแต่ละย่อหน้าให้ใช้อักษรโรมันตัวใหญ่
6. การถอดชื่อภูมิศาสตร์
ให้ถอดคำสามานยนามที่เป็นชื่อภูมิศาสตร์เป็นอักษรโรมันโดยไม่ต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษ
        7. การถอดคำทับศัพท์
คำทับศัพท์ที่เป็นวิสามานยนามให้เขียนตามภาษาเดิม ส่วนคำที่ไม่ประสงค์จะแปลชื่อวิสานยนาม ให้เขียบทับเป็นอักษรโรมันตามการออกเสียงในภาษาไทย
        8. การถอดเครื่องหมายต่าง ๆ
 คำที่มีเครื่องหมาย ๆ ให้ถอดคำซ้ำ วลี หรือประโยคอีกครั้งตามหลักการอ่าน คำที่มีเครื่องหมาย ฯ ให้ถอดเป็นอักษรโรมันเต็มตามคำอ่าน ส่วนคำที่ถอดไม่ได้ก็ให้ถอดเป็นอักษรโรมันตามเสียงอ่าน
        9. การถอดคำย่อ
คำย่อที่มาจากคำเต็มที่รู้จักกันดีให้ถอดเป็นอักษรโรมันตามคำอ่าน คำประสมหลายคมที่ยาว จะถอดตามคำอ่านของตัวย่อหรือเต็มก็ได้
        10. การถอดตัวเลข

ให้ถอดตามหลักการอ่านอักษรวิธีไทย โดยเขียนอักษรโรมันเต็มตามเสียงที่อ่านในภาษาไทย