วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Learning Log 4

ภาษาที่เป็นธรรมชาติ

มนุษย์ใช้ภาษาสื่อความรู้ ความคิดความต้องการ ความเข้าใจ และประสบการณ์ต่างๆ ชนทุกชาติมีภาษาใช้สื่อสารเพื่อถ่ายทอดศิลปะวิทยาการให้แก่กัน ภาษาจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์     การมีความรู้     ความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของภาษาและพลังของภาษา จะช่วยให้ใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารได้ชัดเจนถูกต้อง สามารถพัฒนาทักษะทางภาษาได้ตามกระบวนวิธี ตระหนักถึงความงาม ความเหมาะสม ความหมายของภาษาได้อย่างแท้จริง ซึ่งภาษาธรรมชาตินั้นเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่นำมาใช้ในการแปล คือ นำมาช่วยในการเรียบเรียงคำหรือประโยคให้ดูสละสลวยน่าสนใจมากยิ่งขึ้น  ในการเขียนบทแปลที่ดีต้องเขียนด้วยภาษาที่เป็นธรรมชาติ ซึ่งหมายถึง ภาษาเขียน ภาษาพูดที่คนไทยทั่วไปใช้กันจริงในสังคมไทย ทั้งนี้เพื่อให้คนไทย ผู้อ่านผู้ใช้งานสามารถเข้าใจได้ทันทีไม่มีอุปสรรคในการรับสารที่สื่อจากบทแปล ซึ่งองค์ประกอบที่นักเรียนต้องพิจารณาในการเขียนบทแปลด้วยภาษาไทยที่เป็นธรรมชาติ ได้แก่องค์ประกอบย่อยของการแปล คือ คำ ความหมาย การสร้างคำ และสำนวนโวหารดังนี้

คำ ความหมาย และการสร้างคำ

คำและความหมายคำ  บางคำมีความหมายแตกต่างกันหลายอย่าง มีทั้งความหมายตรงและความหมายแฝง หรือความหมายเชิงเปรียบเทียบ ซึ่งคำบางคำมีความหมายต่างกันไปตามยุคสมัย ในสมัยก่อนมีความหมายอย่างหนึ่ง แต่ในปัจจุบันมีความหมายอีกอย่างหนึ่ง บางครั้งก็ตรงกันข้างกัน บางครั้งก็มีความหมายไปในทางที่ดี บางครั้งก็มีความหมายเลวลง  ในการพูดหรือการเขียน ที่ต้องการแสดงอารมณ์อาจจะนำคำที่มีความหมายไม่ดีมาใช้ให้เกิดความหมายที่ดีขึ้นก็ได้ การเลือกใช้คำขึ้นอยู่กับความหายของประโยคที่แปลว่าต้องการให้เกิดความรู้สึกแบบใดโดยจะเน้นให้ผู้อ่านบทเกิดความรู้สึกจริงๆ มากกว่าการใช้คำ

การสร้างคำกริยา

ในการสร้างคำกริยานี้จะกล่าวถึงการเสริมท้ายคำกริยาด้วยคำกิริยา ซึ่งบางคนอาจจะเห็นว่าทำให้ภาษายุ่งยาก แต่อย่างไรก็ตาม บางครั้งมันก็ทำให้ชัดเจนขึ้นถ้าเราเข้าใจความหมายที่แท้จริงดังเดิมของมันอยู่แล้ว ซึ่งคำกริยาที่นำมาเสริมนั้นจะเป็นคำง่ายๆที่ใช้อธิบายเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้นนั่งเอง

การเข้าคู่คำ

ในข้อนี้จะเป็นการนำคำหลายคำมาเข้าคู่กัน เพื่อให้ได้คำใหม่โดยมีความหมายใหม่ หรือมีความหมายดังเดิมอย่างเช่น คู่คำพ้องความหมาย จะเป็นคำในภาษาเดียวกัน, คำภาษาต่างประเทศหรือคำภาษาถิ่นก็ได้ ส่วนมากจะมีความหมายดังเดิมจะเพิ่มมาให้เราเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น เช่นคำว่า สุขสบาย , ห้ามไม่ให้ , แข็งแรง เป็นต้น คู่คำที่มีความหมายตรงข้าม ส่วนมากจะได้ความหมายใหม่ เช่น ผู้ใหญ่ผู้น้อย , งานหนักเบา , ความรู้สึกผิดชอบ เป็นต้น และ คู่คำที่มีความหมายต่างกัน มักจะได้ทำใหม่ที่มีความหมายเดิมเหลืออยู่  เช่น ลูกเมีย , รถไฟ , พี่ป้าน้าอา  เป็นต้น

                สำนวนโวหาร

ในการแปลขั้นสูงนี้ผู้แปลจะต้องรู้จักสำนวนการเขียนและการใช้โวหารหลายๆรูป แบบมิฉะนั้นจะทำให้บทความที่แปลมีความหมายไม่ชัดเจน เข้าใจยาก บางครั้งอาจจะเข้าใจผิดก็ได้ อ่านแล้วทำให้รู้สึกมึนงง โดยที่ผู้เขียนจะใช้สำนวนโวหารแปลกๆซับซ้อน เพื่อให้ผู้อ่านเกิดความบันเทิง เช่น จนกระทั่ง กับ แก่ เพื่อที่จะเป็นต้น  สำนวนที่มีคำซ้ำ  หมายถึงทั้งคำเดียวกัน และซ้ำกัน ก็คือ ซ้ำรูป ที่เรารู้จักกันทั่วไป  และคำที่มีความหมายเหมือนกัน ก็คือซ้ำความหมาย ในการใช้คำซ้ำนี้ มีทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่ปะปนกันดังนั้นเราต้องมีทักษะในการใช้ที่ถูกต้อง ข้อดีของการใช้คำซ้ำคือเพื่อความไพเราะ มีความหมายอ่อนลง เพื่อให้ได้คำใหม่ใช้ เพื่อแสดงว่ามีจำนวนมาก ปริมาณมาก หรือเป็นพหูพจน์

                โวหารภาพพจน์

โวหารภาพพจน์ เป็นโวหารที่นักแปลต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เนื่องจากจะมีการสร้างภาพพจน์อย่างกว้างขวาง สลับซับซ้อน มักทำให้ผู้อ่านตามไม่ทันและไม่เข้าใจเนื้อเรื่องได้ โวหารภาพพจน์สามารถแบ่งได้ออกดังนี้
1.                โวหารอุปมา คือ การสร้างภาพพจน์ด้วยการเปรียบเทียบ โดยมีจุดมุ่งหมายจะชี้แจง อธิบาย พูดพาดพิง หรือเสริมให้งดงามขึ้น การเปรียบเทียบนี้มักจะใช้คำเชื่อมเป็นตัวช่วยเพื่อให้เกิดความสละสลวยมากยิ่งขึ้น มักใช้คำว่า เหมือนราวกับ ดุจ ประดุจ ประหนึ่ง และอื่น ๆ ที่มีความหมายอย่างเดียวกัน  ซึ่งจะเป็นวลีสั้นๆ หรือโวหารก็ได้
2.                โวหารอุปลักษณ์ คือ การเปรียบเทียบความหมายโดยการนำความเหมือนและไม่เหมือนของสิ่งที่เปรียบเทียบมากล่าว  การเปรียบเทียบนี้แสดงคำพูดในชั้นสูง จะเป็นการหลีกเลี่ยงการใช้คำพื้นๆ ไปสู่คำใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจกว่า แต่จะเหลือร่องรอยเดิมไว้
3.                โวหารเย้ยหยัน  คือ การใช้คำด้วยอารมณ์ขัน เพื่อยั่วล้อ เย้ยหยัน เหน็บแนม หรือชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่อง และความไม่ฉลาดของสิ่งที่ต้องการจะกล่าวถึง จัดทำขึ้นมาเพื่อแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องราวต่าง ๆ แต่ความจริงคือรู้อยู่แล้ว เป็นถ้อยคำที่ถากถาง แดกดัน และขบขับ
4.                โวหารขัดแย้ง คือการใช้คำที่มีความหมายตรงข้ามกันมาเรียงต่อกันโดยรักษาสมดุลไว้  หรือ เป็นการกล่าวโดยขัดแย้งกับความจริง ความเชื่อ และความคิดเห็นของบุคคลทั่วไป
5.                โวหารที่ใช้ส่วนหนึ่งแทนทั้งหมด  ได้แก่การนำคุณสมบัติเด่น ๆ ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาใช้ แทนที่จะเอ่ยนามสิ่งนั้นออกมาตรง ๆ รวมทั้งส่วนประกอบของสิ่งของและของใช้ประจำของบุคคลโดยไม่กล่าวชื่อของสิ่งของหรือบุคคลนั้น ๆ ซึ่งเป็นคำที่ผู้คนนิยมใช้กันแพร่หลายมานานแล้ว
6.                โวหารบุคลาธิษฐาน คือ การนำสิ่งต่างๆ ที่ไม่มีชีวิต รวมทั้งความคิด การกระทำ และนามธรรมอื่นๆ มากล่าวเหมือนเป็นบุคคล ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้มากที่สุดในงานร้อยกรอง
7.                โวหารที่กล่าวเกินจริง  จะมีจุดประสงค์ที่เน้นให้เห็นความสำคัญ  ชี้ให้ชัดเจนและเด่น และใช้เพื่อแสดงอารมณ์ที่รุนแรง ไม่ต้องการอธิบายข้อเท็จจริง

ลักษณะที่ดีของสำนวนโวหาร

ในการแต่งหนังสือที่ดีและเพื่อผลงานที่ออกมาสละสลวย เนื้อหาน่าสนใจนั้น จะมีการใช้โวหารที่ถูกต้องโดยจะมีลักษณะดังนี้
1.                ถูกหลักภาษา  คือไม่ขัดกับหลักไวยากรณ์ ถึงจะไม่ถูกต้องทั้งหมดแต่ก็ถูกต้อง มีการเล่นคำไม่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิด
2.                ไม่กำกวม  สำนวนโวหารที่ดีจะต้องชัดเจน  แม่นตรง  ไม่ชวนให้เข้าใจไขว้เขว  หรือเกิดสงสัย
3.                มีชีวิตชีวา  คือ ไม่แนบนาบ  เฉยชา ยืดยาด  แต่มีชีวิตชีวา เร้าใจ  ชวนให้ผู้อ่านรู้สึกกระตือรือร้น สนใจ และทำให้ผู้อ่านอยากอ่านต่อจนจบเรื่องอย่างไม่เบื่อหน่าย
4.                สมเหตุสมผล  น่าเชื่อถือ  มีเหตุผลรอบคอบ  ไม่มีอคติ  ไม่สร้างความหลงผิดให้แก่ผู้อ่าน
5.                คมคายเฉียบแหลม  คือ  การใช้คำพูดที่เข้มข้น  หนักแน่น  แฝงข้อคิดที่ฉลาด โดยใช้ถ้อยคำเพียงไม่กี่คำ  ส่วนมากแล้วใช้เป็นสุภาษิต คำคม คำพังเพย แฝงไว้ในเรื่องให้ผู้อ่านเกิดแง่คิดความรู้

ภาษาไทยนั้นมนุษย์ใช้เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารกับคนอื่นทั่วทั้งในประเทศ  ผู้ใช้ภาษาควรใช้ภาษาไทยได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยการเลือกใช้ คำ ความหมาย  การสร้างคำ การใช้สำนวนโวหารที่น่าสนใจ  เพื่อช่วยให้ใช้ภาษาในสื่อสารได้ชัดเจนถูกต้อง สามารถพัฒนาทักษะทางภาษาได้ตามกระบวนวิธี ภาษาธรรมชาตินั้นเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่นำมาใช้ในการแปล  ในการเขียนบทแปลที่ดีต้องเขียนด้วยภาษาที่เป็นธรรมชาติ ซึ่งหมายถึง ภาษาเขียน ภาษาพูดที่คนไทยทั่วไปใช้กันจริงในสังคมไทย ทั้งนี้เพื่อให้คนไทย ผู้อ่านผู้ใช้งานสามารถเข้าใจได้ทันทีไม่มีอุปสรรคในการรับสารที่สื่อจากบทแปลด้วยภาษาไทยที่เป็นธรรมชาติ


วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Learning Log 3

The passive

ประโยค Passive voice คือประโยคที่ประธานเป็นผู้ถูกกระทำ หรือประโยคที่อยู่ในรูป Subject + Verb to be + Verb 3 (Past Participle) ซึ่งส่วนมากจะถูกเปลี่ยนจากประโยค Active voice (ประโยคที่อยู่ในรูป Subject + Verb1) แต่ก็ไม่ใช่แค่เอามาสลับที่กันเฉยๆ โดยจะเปลี่ยนแปลงย่อมมีเงื่อนไขเสมอ  สำหรับคำกริยาที่จะนำมาใช้ในประโยค Passive Voice ต้องเป็นคำกริยาที่มีกรรมเท่านั้น เพราะคำแปลจะต้องมีคำว่า ใครหรืออะไร ถูกทำอะไรเสมอ ส่วนคำว่า by ที่แปลว่าโดย บางครั้งอาจจะมีหรือไม่มีก็ได้ ขึ้นอยู่กับผู้พูด และบางประโยคไม่ต้องมีเลยก็ได้


หลักการเปลี่ยนประโยค “Active” เป็นประโยค “Passive”

1.              นำเอากรรมของประโยค Active voice ไปเป็นประธานของประโยค Passive voice
Active voice: Nammon read a book.
Passive voice: A book is read by Nammon.
2.              นำเอาประธานของประโยค Active voice ไปเป็นกรรมของประโยค Passive voice และมี by นำหน้าประธานเดิม แต่ในบางกรณีอาจจะสามารถเขียนโดยไม่ต้องมี by ก็ได้
Active voice: Nammon read a book.
Passive voice: A book is read by Nammon.
3.              เมื่อเปลี่ยนประโยค Active voice เป็นประโยค Passive voice กริยาจะต้องเป็นรูปกริยาช่องที่ 3 (Past Participle) และตามหลัง Verb to be.( is, am , are, was , were, be, being, been) ต้องดูตามประธาน(ของประโยคใหม่) และ tense
Active voice: Nammon read a book.
Passive voice: A book is read by Nammon.

จากตัวอย่างข้างต้นทั้งหมด ไม่ว่า ประโยค Active จะอยู่ใน tense ใดก็ตาม เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค Passive ยังไงก็ต้องอยู่ในรูปของ Subject + Verb to be + Verb 3 (Past Participle) เสมอ แต่ยังคงต้องไม่ทิ้ง tense เดิม

รูปประโยค Passive แบ่งตาม tense ต่างๆ



หากเรารู้จักรูปแบบประโยคดีแล้ว นั่นคือเรารู้ว่าตัวไหนเป็นประธาน ตัวไหนเป็นกริยา และตัวไหนเป็นกรรม เอามารวมกับความรู้เรื่อง tense และกริยาสามช่อง  เรื่อง Passive voice ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะ Passive เป็นการบูรณาการความรู้เรื่องโครงสร้างของประโยคและเรื่อง Tense ซึ่งถือเป็นความรู้พื้นฐานด้านไวยากรณ์อยู่แล้ว

Learning Log 2

หลักเกณฑ์การถอดอักษรไทยเป็นโรมันแบบถ่ายเสียง

การถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมันแบบถ่ายเสียง เป็นหลักการถอดตัวอักษรไทยเป็นอักษรโรมันอย่างเป็นทางการโดยราชบัณฑิตยสถาน ใช้ในสำหรับหนังสือและสิ่งพิมพ์ของรัฐบาล และป้ายชื่อถนนต่างๆ ในประเทศไทย รูปแบบใหม่ประกาศใช้เมื่อ 11 มกราคม พ.ศ. 2542   มีจุดประสงค์เขียนไว้ในประกาศว่า เพื่อให้อ่านคำไทยในตัวอักษรโรมันได้ใกล้เคียงกับคำเดิม ซึ่งมีหลักเกณฑ์ดังนี้

หลักเกณฑ์การถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมันแบบถ่ายเสียง

หลักเกณฑ์การถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมันนี้ เป็นการถอดโดยวิธีถ่ายเสียง (Transcription) เพื่อให้อ่านคำภาษาไทยที่เขียนด้วยอักษรโรมันให้ได้เสียงใกล้เคียง โดยไม่คำนึงถึงการสะกดการันต์และวรรณยุกต์ เช่น จันทร์ = chan, พระ = phra, แก้ว = kaeo
1. การเทียบเสียงพยัญชนะและสระ
พยัญชนะ            พยัญชนะไทย ก = อักษรโรมันตัวต้น k และตัวสะกด k
พยัญชนะไทย ข ฃ ค ฅ ฆ = อักษรโรมันตัวต้น kh และตัวสะกด k
พยัญชนะไทย ง = อักษรโรมันตัวต้น ng และตัวสะกด ng
              พยัญชนะไทย จ ฉ ช ฌ = อักษรโรมันตัวต้น ch และตัวสะกด t
                           พยัญชนะไทย ซ ทร(เสียง ซ) ศ ษ ส = อักษรโรมันตัวต้น s และตัวสะกด t
              พยัญชนะไทย ญ = อักษรโรมันตัวต้น y และตัวสะกด n
พยัญชนะไทย ฎ ฑ(เสียง ด) ด = อักษรโรมันตัวต้น d และตัวสะกด t
พยัญชนะไทย ฏ ต = อักษรโรมันตัวต้น t และตัวสะกด t
พยัญชนะไทย ฐ ฑ ฒ ถ ท ธ = อักษรโรมันตัวต้น th และตัวสะกด t
พยัญชนะไทย ณ น = อักษรโรมันตัวต้น n และตัวสะกด n

พยัญชนะไทย บ = อักษรโรมันตัวต้น b และตัวสะกด p
พยัญชนะไทย ป = อักษรโรมันตัวต้น p และตัวสะกด p
พยัญชนะไทย ผ พ ภ = อักษรโรมันตัวต้น ph และตัวสะกด p
พยัญชนะไทย ฝ ฟ = อักษรโรมันตัวต้น f และตัวสะกด p
พยัญชนะไทย ม = อักษรโรมันตัวต้น m และตัวสะกด m
พยัญชนะไทย ย = อักษรโรมันตัวต้น y และตัวสะกด -
พยัญชนะไทย ร = อักษรโรมันตัวต้น r และตัวสะกด n
พยัญชนะไทย ล ฬ = อักษรโรมันตัวต้น l และตัวสะกด n
พยัญชนะไทย ว = อักษรโรมันตัวต้น w และตัวสะกด -
พยัญชนะไทย ห ฮ = อักษรโรมันตัวต้น h และตัวสะกด –
ในทางสัทศาสตร์ ใช้ h เป็นตัวสัญลักษณ์เพื่อแสดงลักษณะเสียงธนิต (เสียงที่มีกลุ่มลมพุ่งตามออกมาในขณะออกเสียง) h ที่ประกอบหลัง k p t จึงเป็นไปตามหลักเกณฑ์ทางสัทศาสตร์ดังนี้
  -  k  แทนเสียง ก เพราะเป็นเสียงสิถิล (เสียงที่ไม่มีกลุ่มลมพุ่งตามออกมาในขณะออกเสียง) kh จึงแทนเสียง ข ฅ ค ฅ ฆ เพราะเป็นเสียงธนิต
 -   p  แทนเสียง ป ซึ่งเป็นเสียงสิถิล ph จึงแทนเสียง ผ พ ภ เพราะเป็นเสียงธนิต ไม่ใช่แทนเสียง ฟ
  -  t  แทนเสียง ฏ ต ซึ่งเป็นเสียงสิถิล th จึงแทนเสียง ฐ ฑ ฒ ถ ท ธ เพราะเป็นเสียงธนิต
 ตามหลักสัทศาสตร์ ควรใช้ c แทนเสียง จ ซึ่งเป็นเสียงสิถิล และ ch ใช้แทนเสียง ฉ ช ฌ ซึ่งเป็นเสียงธนิต ดังที่ใช้กันในภาษาบาลี-สันสกฤต เขมร ฮินดี อินโดนีเซีย และภาษาอื่น ๆ อีกหลายภาษา แต่ที่มิได้แก้ไขให้เป็นไปตามหลักสัทศาสตร์ เนื่องจากเกรงว่าจะทำให้ไขว้เขวกับการสะกดและออกเสียงตัว c ในภาษาอังกฤษซึ่งคนไทยมักใช้แทนเสียง ค หรือ ซ ตัวอย่างเช่น จน/จิต หากเขียนตามหลักสัทศาสตร์เป็น con/cit ก็อาจออกเสียงตัว c เป็นเสียง ค ในคำว่า con และออกเสียง ซ ในคำว่า cit ดังนั้นจึงยังคงให้ใช้ ch แทนเสียง จ ตามที่คุ้นเคย เช่น จุฬา = chula, จิตรา = chittra เป็นต้น
หลักเกณฑ์การถอดอักษรไทยเป็นโรมันแบบถ่ายเสียง สระภาษาไทย
สระไทย : อะ, อั- (อะ ลดรูป), รร (มีตัวสะกด), อา = a
สระไทย : รร (ไม่มีตัวสะกด) = an
สระไทย : อำ = am
สระไทย : อิ, อี = i
สระไทย : อึ, อือ = ue
สระไทย : อุ, อู = u
ตามหลักเดิม อึ, อื, อุ และ อู ใช้ u แทนทั้ง 4 เสียง แต่เพื่อแยกความแตกต่างระหว่างเสียง อึ, อื กับ อุ, อู จึงให้ใช้ u แทน อุ, อู และใช้ ue แทน อึ, อื
สระไทย : เอะ, เอ็- (เอะ ลดรูป), เอ = e
ตัวอย่าง : เละ = le, เล็ง = leng, เลน = len
สระไทย : แอะ, แอ = ae
สระไทย : โอะ, -_ (โอะ ลดรูป), โอ, เอาะ, ออ = o
สระไทย : เออะ, เอิ- (เออะ ลดรูป), เออ = oe
สระไทย : เอียะ, เอีย = ia
สระไทย : เอือะ, เอือ = uea
สระไทย : อัวะ, อัว, -ว- (อัว ลดรูป) = ua
ตามหลักเดิม เอือะ, เอือ, อัวะ, อัว ใช้ ua แทนทั้ง 4 เสียง แต่เพื่อแยกความแตกต่างระหว่างเสียง เอือะ, เอือ กับ อัวะ, อัว จึงให้ใช้ ua แทน อัวะ, อัว และใช้ uea แทน เอือะ, เอือ เพราะ เอือะ, เอือ เป็นสระประสมซึ่งประกอบด้วยเสียง อึ หรือ อื : ue กับเสียง อะ หรือ อา = a
สระไทย : ใอ, ไอ, อัย, ไอย, อาย = ai
สระไทย : เอา, อาว = ao
สระไทย : อุย = ui
สระไทย : โอย, ออย = oi
สระไทย : เอย = oei
สระไทย : เอือย = ueai
สระไทย : อวย = uai
สระไทย : อิว = io
สระไทย : เอ็ว, เอว = eo
สระไทย : แอ็ว, แอว = aeo
สระไทย : เอียว = iao
สระไทย : ฤ (เสียง รึ), ฤา = rue
สระไทย : ฤ (เสียง ริ) = ri
สระไทย : ฤ (เสียง เรอ) = roe
สระไทย : ฦ, ฦา = lue
หมายเหตุ ตามหลักเดิม เสียง อิว ใช้ iu และ เอียว ใช้ ieu แต่เนื่องจากหลักเกณฑ์นี้เสียงที่มีเสียง ว ลงท้ายและแทนเสียงด้วยตัว o ซึ่งได้แก่ เอา อาว (ao), เอ็ว เอว (eo), แอ็ว แอว (aeo) ดังนั้นเพื่อให้เป็นไปในทำนองเดียวกัน อิว ซึ่งเป็นเสียง อิ กับ ว จึงแทนด้วย i + o คือ io ส่วนเสียง เอียว ซึ่งมาจากเสียง เอีย กับ ว จึงแทนด้วย ia + o เป็น iao
แต่ก็ได้รับการวิพากษ์ว่ายังไม่ดีเพียงพอสำหรับชาวต่างชาติในการอ่านภาษาไทย เนื่องจาก ไม่มีสัญลักษณ์หรือระบบแทนเสียงวรรณยุกต์ , สระสั้น และสระยาว ใช้ตัวอักษรเดียวกัน เช่น อะ และ อา ใช้ ตัวอักษร a , เสียง /pʰ/ (, , ภ) ถูกแทนด้วย ตัวอักษร ph ทำให้อ่านผิดว่าเป็น /f/ เหมือนคำในภาษาอังกฤษ เช่น Phuket (ภูเก็ต) อาจอ่านผิดเป็น "ฟักอิต" (พ้องกับ  it ในภาษาอังกฤษ) , เสียงสระ "โอะ โอ" กับ "เอาะ ออ" ใช้ตัวอักษร o ตัวเดียวกัน เช่น คำว่า "พล" และ "พร" เขียนเหมือนกันเป็น phon ถูกอ่านผิดเป็น "ฝน"      เสียง /tʰ/ (, , , , , ธ) ถูกแทนด้วย ตัวอักษร th ทำให้อ่านผิดว่าเป็น /θ/ หรือ /ð/ เหมือนคำในภาษาอังกฤษ เช่น Thewet (เทเวศร์) อาจอ่านผิดเป็น "เดอะเว็ท" และ นอกจากนี้ ถึงแม้ระบบของราชบัณฑิตยสถานจะที่ใช้ในเอกสารราชการเกือบทั้งหมด แต่ก็มีการเขียนคำทับศัพท์ในรูปแบบอื่น เพื่อหลีกเลี่ยงเสียงที่เพี้ยนไปจากเสียงภาษาไทย และเลี่ยงความหมายที่ไม่ดีในภาษาอังกฤษและภาษาอื่น เช่นคำว่า "ธง" หรือ "ทอง" เมื่อทับศัพท์ตามระบบราชบัณฑิตทั้งสองคำจะสะกดได้คำว่า "thong" ซึ่งในภาษาอังกฤษหมายถึง ธอง (กางเกงชั้นในประเภทหนึ่ง) จึงเลี่ยงไปใช้คำว่า "tong" แทน
2.  ความหมายของคำ
1.  หน่วยคำ คือ หน่วยที่เล็กที่สุดและมีความหมาย อาจจะมีพยางค์เดียวหรือหลายพยางค์ก็ได้
2. คำ หมายถึง หน่วยคำหนึ่งคำหรือมากกว่านั้น
3. คำประสม คือ คำตั้งแต่สองคำขึ้นไปมารวมตัวกันและเกิดความหมายใหม่เพิ่มขึ้นจากเดิม
4. คำสามานยนาม สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ คำนามทั่วไปและชื่อภูมิศาสตร์ ชื่อภูมิศาสตร์ คือคำนามทั่วไปที่บอกลักษณะภูมิประเทศตามธรรมชาติและรวมถึงเขตการปกครองหรือคำนำทั่วไปทางภูมิศาสตร์ที่มนุษย์ทำขึ้น
5. คำวิสามานยนาม หมายถึง คำนามที่เป็นชื่อเฉพาะ ได้แก่ ชื่อบุคคล
6.  คำนำหน้านาม หมายถึง คำที่อยุ่หน้าวิสามานยนาม
7.  คำทับศัพท์ หมายถึง คำที่เป็นภาษาต่างประเทศทีเขียนด้วยอักษรไทย อาจจะเป็นคำสามานยนาม หรือ วิสามานยนามก้อได้
3. การใช้เครื่องหมาย
                ในการใช้เครื่องหมายเพื่อแยกพยางค์ มีหลักการง่ายๆคือดังนี้
- เมื่ออักษรตัวสุดท้ายของพยางค์หน้าเป็นสระ และอักษรตัวแรกของพยางค์ที่ตามมาขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ ng  หรือ ง
- เมื่ออักษรตัวสุดท้ายของพยางค์หน้าเป็น ng ง  ตัวอักษรแรกของพยางค์ที่ตามมาขึ้นต้นด้วยสระ
- เมื่ออักษรตัวแรกของพยางค์ที่ขึ้นตามมาขึ้นต้นด้วยสระ
4. การแยกคำ
ในการถอดอักษรไทยเป็นโรมันจะใช้วิธีการเขียนแยกเป็นคำ ๆ แต่ยกเว้นคำประสมเอาไว้เพราะถือว่าเป็นคำๆเดียวกัน และวิสามานยนามที่เป็นชื่อบุคคลก็ให้เขียนติดกัน
5. การใช้อักษรโรมันตัวใหญ่
ตัวแรกของวิสามานยนามและคำนำหน้านามที่อยู่หน้าคำวิสามานยนามนั้นๆ และ อักษรตัวแรกของคำแรกในแต่ละย่อหน้าให้ใช้อักษรโรมันตัวใหญ่
6. การถอดชื่อภูมิศาสตร์
ให้ถอดคำสามานยนามที่เป็นชื่อภูมิศาสตร์เป็นอักษรโรมันโดยไม่ต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษ
        7. การถอดคำทับศัพท์
คำทับศัพท์ที่เป็นวิสามานยนามให้เขียนตามภาษาเดิม ส่วนคำที่ไม่ประสงค์จะแปลชื่อวิสานยนาม ให้เขียบทับเป็นอักษรโรมันตามการออกเสียงในภาษาไทย
        8. การถอดเครื่องหมายต่าง ๆ
 คำที่มีเครื่องหมาย ๆ ให้ถอดคำซ้ำ วลี หรือประโยคอีกครั้งตามหลักการอ่าน คำที่มีเครื่องหมาย ฯ ให้ถอดเป็นอักษรโรมันเต็มตามคำอ่าน ส่วนคำที่ถอดไม่ได้ก็ให้ถอดเป็นอักษรโรมันตามเสียงอ่าน
        9. การถอดคำย่อ
คำย่อที่มาจากคำเต็มที่รู้จักกันดีให้ถอดเป็นอักษรโรมันตามคำอ่าน คำประสมหลายคมที่ยาว จะถอดตามคำอ่านของตัวย่อหรือเต็มก็ได้
        10. การถอดตัวเลข

ให้ถอดตามหลักการอ่านอักษรวิธีไทย โดยเขียนอักษรโรมันเต็มตามเสียงที่อ่านในภาษาไทย          

Learning Log 1

กระบวนการแปล
(Process of Translating)

การแปลเป็นหนึ่งทักษะที่ถือว่าสำคัญมากในการเรียนภาษาต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาษาจีน ญี่ปุ่น เกาหลี หรืออังกฤษ เพราะการแปลเป็นตัวกลางในการติดต่อสื่อสารกันระหว่างผู้คนต่างภาษา กล่าวคือ การพบปะพูดคุยติดต่อสื่อสารกันนั้น หากคู่สนทนา ไม่ได้ใช้ภาษาเดียวกับเรา ก็จะเกิดปัญหาในการพูดคุย เราไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการสื่อออกมา อีกทั้ง หากใช้ภาษาที่เรามีความรู้อยู่แล้ว พูดได้ ฟังได้ แต่แปลความหมายในสิ่งที่เขาต้องการสื่อไม่ได้ ก็ถือว่า ไร้ประโยชน์เช่นกัน ดังนั้น จะเห็นได้ว่า นอกจากการพูด ฟัง และเขียนได้นั้น ไม่เพียงพอ เราต้องสามารถเปลความหมายได้ด้วย ในการแปลนั้นก็ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องที่ง่ายเลย เราจำเป็นต้องรู้คำศัพท์เป็นจำนวนมาก รู้หลักการแปล รูปแบบการแปลต่าง ๆ นานา ซึ่งการแปลมีมากมายหลากหลายรูปแบบ แต่การแปลที่มีคุณภาพและเป็นวิธีที่คนทั่วไปนำเอาไปปฏิบัติได้ และถือเป็นขั้นตอนที่นักแปลมือใหม่ก็สามารถแปลได้อย่างง่ายนั้น เรียกว่า รูปแบบการะบวนการแปล  ( Models of the Translation Process) เป็นวิธีการแปลที่มีขั้นตอนไปตามลำดับ ง่ายต่อการทำความเข้าใจและการแปล ซึ่งมีอยู่ 2 รูปแบบ   คือ รูปแบบของ Roger T. Bell (Bell’s model) และรูปแบบของ Daniel Gile (Gile’s model)
รูปแบบกระบวนการแปลของ Roger T. Bell (Bell’s model of Translation Process) Roger T. Bell ได้ให้คำจำกัดความการแปลว่า เป็น the replacement of a representation of a text in one language by a representation of an equivalent text in a second language.  Bell จึงได้สร้างแผนผังกระบวนการที่เกิดขึ้นในการเปลี่ยนภาษาต้นฉบับเป็นภาษาฉบับแปล จนสำเร็จและเกิดเป็นกระบวนการที่เกิดภายในระบบความคิด เป็นรูปแบบง่าย ๆ มี 2 ขั้นตอนหลัก ๆ คือ
1.             Analysis เป็นการวิเคราะห์ต้นฉบับออกมาเป็นความหมายที่ยังไม่เป็นภาษา
2.             Synthesis เป็นการสังเคราะห์ความหมายเป็นภาษาฉบับแปล
นอกจากนี้ในแต่ละขั้นตอน จะมีการดำเนินการ 3 แบบ คือ syntactic , semantic และ pragmatic.  

        ขั้นตอนที่  1 การวิเคราะห์  (Analysis)  

ขั้นตอนแรกของการแปลก็คือการวิเคราะห์โครงสร้าง (Syntactic Analysis) เป็นการอ่านต้นฉบับในระดับอนุประโยคแล้ววิเคราะห์แยกออกเป็นโครงสร้างโดยใช้ความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างภาษา ได้แก่ subject , predicator , complement , object , adjunct มาช่วยในการแปล ซึ่งในขั้นนี้จะเป็นการเข้าใจโครงสร้างมากกว่าเนื้อหา หลังจากนั้น การวิเคราะห์เนื้อหา (Semantic Analysis) เป็นการใส่เนื้อหาให้กับโครงสร้างที่ได้มาจากขั้น Syntactic Analysis มาวิเคราะห์ ว่า เนื้อหาเกี่ยวข้องกับอะไรโดยมีการวิเคราะห์การใช้ภาษา (Pragmatic Analysis) 2 แบบก็คือ การแยกเนื้อหาหลัก และการวิเคราะห์ลีลาภาษาโดยหลังจากการวิเคราะห์ทั้งสามขั้นตอนแล้วจะได้ Semantic representation  ซึ่งจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับ cause ที่นำมาวิเคราะห์ทั้งหมด  การวิเคราะห์ในรูปแบบนี้  Bell  เปรียบเสมือนการนำก้อนน้ำแข็งมาทุกย่อยและนำไปแช่ให้กลับไปเป็นก้อนน้ำแข็งใหม่ ซึ่งจะมีลักษณะเหมือนเดิมทุกประการ เหมือนกับการนำประโยคมาแตกย่อยออกเป็นส่วนๆแล้วนำกลับมารวมให้เป็นประโยคดังเดิม
ข้อมูลที่ได้จากขั้นตอนการวิเคราะห์จะถูกส่งไปยัง  Idea organizer ซึ่งจากผสมผสานข้อมูลที่วิเคราะห์เข้ากับเนื้อความทั้งหมด ควบคุมข้อมูลที่สะสมปรับข้อมูลความหมายใหม่ แล้วส่งข้อมูลไปยัง Planner  เพื่อพิจารณาในการแปลต่อไปในขั้นตอนที่ 1 นี้ นักแปลทำหน้าที่เป็นผู้อ่านภาษาต้นฉบับและมีวัตถุประสงค์เพื่อตัดสินว่าจะแปลข้อมูลที่วิเคราะห์หรือไม่ ถ้าหากไม่ใช่ก็ปรับไปวิเคราะห์ใหม่

ขั้นตอนที่  2 การสังเคราะห์  (Synthesis)  

        เมื่อดำเนินการแปลมาถึงขั้นนี้ ในภาษาต้นฉบับจะถูกวิเคราะห์ออกเป็น Semantic representationพร้อมด้วยการตัดสินว่าจะแปล ดังนั้นในการสังเคราะห์ซึ่งเป็นการสร้างข้อความที่ถ่ายทอดความหมายทั้งหมดหรือบางส่วนของต้นฉบับ ซึ่งขั้นตอนจะประกอบไปด้วย
1.             Pragmatic Synthesis ในขั้นนี้จะใช้ข้อมูล Semantic representation เมื่อพิจารณาว่าการรักษาหรือเปลี่ยนแปลงต้นฉบับในด้านความมุ่งหมายเนื้อหาหลักและลีลาภาษา
2.             Semantic Synthesis เป็นการสร้างโครงสร้างที่บรรจุเนื้อหาของข้อความเพื่อส่งต่อให้ขั้นต่อไป
3.             Syntactic Synthesis จะเป็นการตรวจสอบความเหมาะสมของความหมายและประเภทของข้อความแล้วส่งไปยังระบบการเขียนเพื่อเรียบเรียงข้อความในภาษาแปล
ซึ่งหากผู้แปลได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าวแล้ว ผลที่ได้จากการสังเคราะห์ก็คือ บทแปลที่มีความหมายเหมือนเดิมตามต้นฉบับ
                รูปแบบกระบวนการแปลของ Daniel Gile (Gile’s model) ที่เรียกว่า Sequential Model of Translation เป็นรูปแบบที่อธิบายกระบวนการที่นักแปลอาชีพใช้ในการดำเนินการเปลี่ยนภาษาต้นบับเป็นภาษาฉบับแปล รูปแบบนี้สร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการฝึกฝนผู้แปลโดยมีขั้นตอนดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 ความเข้าใจ (Comprehension)
ขั้นตอนแรกนักแปลอ่านต้นฉบับทีละ  Translation Unit  ซึ่งหมายถึงการแบ่งข้อความที่อ่านออกเป็นหน่วยเดี่ยวเพื่อดำเนินการ Translation Unit  อาจจะแบ่งเป็นเพียงคำคำเดียวหรือประโยคทั้งประโยคหรืออาจจะยาวมากกว่านั้นก็ได้ ขั้นนี้จะประกอบด้วย meaning hypothesis เป็นขั้นตอนที่นักแปลให้ความหมายชั่วคราวแก่ Translation Unit   เป็นกระบวนการภายในความคิด ในการกำหนดความหมาย นักแปลใช้ทั้งความรู้ภาษาต้นฉบับ (knowledge of the source language )และความรู้ทั่วไป  (world knowledge)  เมื่อได้ความหมายแล้วก็จะเป็นการตรวจสอบว่าใช้ได้หรือไม่ โดยการใช้ความรู้ใน knowledge base และ knowledge acquisition  หากตรวจสอบแล้วใช้ไม่ได้ นักแปลก็จะกำหนดความหมายใหม่และตรวจสอบอีกครั้งจนกว่าจะใช้ได้ เมื่อตรวจสอบพอใจแล้วก็จะดำเนินการสู่ขั้นตอนการแปลต่อไป  ในขั้นตอนนี้นักแปลมีความเข้าใจต้นฉบับเพียงความหมายของคำหรือประโยคของภาษาเท่านั้น ไม่สามารถสร้างงานแปลที่ดีได้ มีความเข้าใจไม่มากพอซึ่งวิธีเดียวที่ทำให้นักแปลมั่นใจและเข้าใจที่สุดคือการวิเคราะห์ต้นฉบับอย่างรอบคอบก่อนจะลงมือแปล
                ขั้นตอนที่ 2 การสร้างใหม่ (Reformulation)
                เมื่อนักแปลมั่นใจในความหมาย Translation Unit  เขาก็จะแปลออกมาเป็นภาษาฉบับแปล ด้วยการใช้ความรู้ภาษาฉบับแปลพร้อมด้วยความรู้ทั่วไปเช่นเดียวกับขั้นตอนที่ 1 จากนั้นนักแปลจะตรวจสอบว่าบทแปลมีข้อมูลถูกต้องตามต้นฉบับหรือไม่ และมีการเติมข้อมูลอื่นที่ไม่มีอยู่ในต้นฉบับหรือไม่ หากการทดสอบไม่เป็นที่พอใจ นักแปลจะทำแบบทดสอบเดิมอีกครั้งจนกระทั่งพอใจ นอกจากนั้นนักแปลยังทดสอบบทแปลในแง่ของการยอมรับด้านภาษาที่เหมาะสมและการใช้คำศัพท์เฉพาะ หากผลการทดสอบไม่เป็นที่พอใจ นักแปลก็จะแปลใหม่และทดสอบจนกว่าจะพอใจ ซึ่งจะตรวจสอบด้านความถูกต้องกับต้นฉบับด้วยเมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น นักแปลก็เริ่มกระบวนการเช่นเดิมใหม่ต่อไปและจะดำเนินการแบบนี้จนจบข้อความที่จะแปล

การใช้กระบวนการแปล (Application of Translation Process)

กระบวนการแปลสามารถนำมาปรับเป็นรูปกระบวนการแปลที่ดำเนินการเปลี่ยนต้นฉบับที่เขียนด้วยภาษาหนึ่ง (Source Language Text-SLT) เป็นฉบับแปลที่เขียนอีกภาษาหนึ่ง (Target Language Text TLT) โดยมีความคิดพื้นฐานว่างานแปลนั้นเป็นข้อความที่เทียบเท่าและสามารถทดแทนข้อความต้นฉบับได้ดังที่  Bell ได้ให้คำจำกัดความการแปลไว้ รูปแบบกระบวนการแปรที่ปรับนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นแนวทางให้นักแปลที่ยังไม่ชำนาญได้ใช้ฝึกปฏิบัติเพื่อให้ได้งานแปลที่มีคุณภาพ อันเป็นงานแปลที่สามารถถ่ายทอดต้นฉบับได้แทบทุกด้านไม่ว่าจะเป็นความหมายรูปแบบหรืออรรถรสก็ตาม

ขั้นตอนที่ 1 การวิเคราะห์ต้นฉบับ (Analysis)

ในการวิเคราะห์ต้นฉบับนั้นจะวิเคราะห์เป็นหน่วย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องแบ่งต้นฉบับออกเป็นTranslation Unit  (TU) หรือ Unit of Translation (UT) ซึ่ง Translation Unit   เป็นหน่วยเล็กที่สุดของต้นฉบับที่จะสามารถแปลได้โดยแยกจากหน่วยอื่นๆ มีขนาดตั้งแต่ระดับคำไปจนถึงระดับประโยคซึ่งมักจะมีขนาดระดับ clause นอกจากนั้นจะมีการแบ่ง TU  ตามหน่วยทางไวยากรณ์ด้วย เช่น subject, predictor, complement และรูปแบบ ซึ่งมักจะเป็น phrase จะมีวิธีการโดยเริ่มต้นจากการแบ่ง Translation Unit นำมาแยกองค์ประกอบของแต่ละ TU แล้ววิเคราะห์โครงสร้างของภาษา (Syntactic analysis) เป็นการวิเคราะห์ภาษาต้นฉบับออกเป็นโครงสร้าง, วิเคราะห์ความหมายของโครงสร้างที่ได้ใน Syntactic analysis  และนำมาวิเคราะห์หน้าที่ขององค์ประกอบในหรือลีลาการใช้ภาษาเป็นขั้นตอนสุดท้าย

ขั้นตอนที่ 2 การแปลต้นร่าง (Drafting)

หลังจากที่เข้าใจต้นฉบับแล้ว นักแปลจะดำเนินการหาภาษาที่มีความหมายเท่าเทียมกันกับต้นฉบับ โดยจะหาคำที่มีความหมายใกล้เคียงมากที่สุด แม้ว่าคำที่มีความหมายเหมือนกันทุกประการระหว่างภาษาที่แตกต่างกันจะไม่มีเลยก็ตาม ซึ่งมีการแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆดังนี้
1.             Formal equivalence โดย  Catford และ Nida and Taber หมายถึงคำที่มีความหมายเหมือนกันและมีรูปแบบภาษาเหมือนกัน
2.             Semantic equivalence โดย Newmark หมายถึงภาษาที่มีความหมายตรงตามเนื้อหาที่ผู้เขียนต้นฉบับต้องการ เป็นประเภทที่นักแปลเพลงยามทำแต่มักไม่สำเร็จจะต้องใช้ความรู้ทั้งสองภาษา นอกจากนั้นยังใช้เวลานาน จึงไม่เหมาะสมกับงานแปลด้านธุรกิจ
3.             Textual (Catford) , dynamic (Nida) หรือ Communicative (Newmark equivalence ) หมายถึงภาษาที่มีผลต่อผู้อ่านฉบับแปลเท่าเทียมกับผู้อ่านต้นฉบับ เป็นการมุ่งที่ผลของการใช้ภาษามากกว่ารูปแบบของภาษา ดังนั้นในขั้นนี้ก็คือการหาภาษาฉบับแปลที่มีความหมายเทียบเคียงกับภาษาต้นฉบับนั่นเอง และก็สามารถแบ่งย่อยเป็นระดับต่างๆ ดังนี้
1. Finding equivalence at word and phrase level เป็นการหาคำหรือวลีที่มีความหมายเหมือนต้นฉบับ แต่หากไม่มีคำในภาษาฉบับแปลที่มีความหมายตรงตามต้นฉบับ ก็จะเสนอวิธีการหาคำที่มีความหมายใกล้เคียงที่สุด ด้วยวิธี componential analysis ซึ่งเป็นการวิเคราะห์รายละเอียดความหมายของคำด้วย
2. Finding equivalence at level of grammar ไวยากรณ์ (grammar) นั้น หมายถึงกฎที่ควบคุมโครงสร้างต่างๆ ประกอบด้วย morphology โครงสร้างองค์ประกอบของคำ ซึ่งหากเปลี่ยนไปมีผลต่อความหมาย Syntax กฎเกณฑ์ในการเรียบเรียงกลุ่มคำ, อนุประโยค, และประโยค และสุดท้าย กฎเกี่ยวกับหน้าที่ขององค์ประกอบ
ในการแปลบางครั้งข้อแตกต่างจากโครงสร้างของภาษาฉบับแปลและภาษาต้นฉบับอาจทำให้เนื้อหาที่ต้องการสื่อนั้นเปลี่ยนไป ดังนั้นนักแปลจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับไวยากรณ์ของทั้งสองภาษาหรือมีความรู้ว่าโครงสร้างในภาษาฉบับแปลโครงสร้างใดที่สามารถแทนที่โครงสร้างภาษาต้นฉบับได้
3. Finding equivalence at level of text เป็นการเชื่อมโยงส่วนประกอบของประโยคหรือข้อความ ซึ่งจะมีวิธีเชื่อมโยงภายในข้อความดังนี้ คือ การใช้ pronoun และ article หรือใช้กลุ่มคำที่อ้างถึงสิ่งเดียวกัน (co-reference) , Substitution  เป็นการแทนด้วยคำอื่น, Ellipsis  เป็นการละคำที่มีอยู่แล้ว และ Conjunction ได้แก่เครื่องหมาย (Punctuation) หรือตัวเชื่อมที่ทำหน้าที่เชื่อมประโยคและย่อหน้าเข้าด้วยกัน ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ adjective เชื่อมโยงในเชิงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามกัน adversative ความขัดแย้งกัน causal ความเป็นเหตุเป็นผล temporal ความบอกเวลาและ continuative ความที่เน้นย้ำ

ขั้นตอนที่ 3 การปรับแก้ไข (Revising)

บทแปลที่ได้จากขั้นตอนที่ 2 นั้น เป็นบทแปลที่สื่อความหมายในด้านเนื้อหาตรงกับต้นฉบับ อย่างไรก็ตามงานแปลที่มีคุณภาพนั้นจะต้องมีการใช้ภาษาแบบที่เทียบเท่าต้นฉบับ และเป็นภาษาที่เป็นธรรมชาติของภาษาฉบับแปล ดังนั้นในขั้นตอนนี้จึงมุ่งที่จะปรับปรุงบทแปลที่ได้มาให้มีคุณภาพดีขึ้น สละสลวยขึ้น ซึ่งผู้แปลควรตรวจสอบแก้ไขข้อผิดและข้อบกพร่องต่างๆที่เห็นได้ชัด หลังจากนั้นควรทิ้งงานไว้สักครู่เพื่อให้ลืมบทแปลต้นฉบับ แล้วจากนั้นค่อยกลับมาตรวจสอบใหม่อีกครั้งเพื่อแก้ไขให้ดีกว่าเดิม

เมื่อตรวจสอบบทแปลกับเนื้อหาต้นฉบับจะพบว่าบทแปลถ่ายทอดเนื้อหาต้นฉบับได้ครบถ้วนไม่มีเนื้อหาใดขาดหายไปหรือไม่มีเนื้อหาที่ผิดไปจากต้นฉบับ นอกจากนั้นเมื่อตรวจสอบอย่างง่ายการใช้ภาษา  จะพบว่าบทแปล มีลีลาภาษาแบบเดียวกับต้นฉบับ คือ เป็นภาษาทางการ และมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกับต้นฉบับ ดังนั้น ในการแปลงานหรือบทความสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้น เราจะแปลแบบผ่านเลยไปไม่ได้ เพราะทักษะการแปลเป็นส่วนสำคัญในการเรียนรู้ทางภาษา เราควรรู้กระบวนการแปลที่ถูกต้องเพื่อที่สามารถแปลออกมาได้อย่างถูกต้องและสละสลวย จะเห็นได้ว่ากระบวนการแปลนี้นอกจากฝึกทักษะการแปลแล้วนั้น ยังทำให้ผู้แปลเกิดทักษะการคิดและการเกิดการเรียนรู้คำศัพท์ไปด้วย เป็นวิธีการที่อาจจะดูซับซ้อนยุ่งยาก เพราะมีขั้นตอนมาก แต่รับรองได้ว่า หากใช้กระบวนการแปลนี้แล้ว จะเกิดประโยชน์แก่ตัวผู้แปลเป็นอย่างมาก